06 ธันวาคม 2555

ความเป็นมาอภินิหาร

นิตยสารพระเครื่องอภินิหารก่อตั้งขึ้นจากการที่ พ.อ.อ.โกวิท แย้มวงษ์ ซึ่งขณะนั้นรับราชการทหาร สังกัดกรมสรรพาวุธทหารอากาศ ได้เริ่มก้าวเข้าสู่วงการพระเครื่องตั้งแต่ปี 2521 โดยการเป็นนักข่าวสายพระเครื่องและศึกษาเล่นหาพระเครื่องติดตาม แพร สีทอง เจ้าของศาลาพระเครื่อง และนิตยสารพระเครื่องพุทโธ...

06 ธันวาคม 2555

ประวัติ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่

หลวงปู่ทิม อิสริโก นามเดิมชื่อ "ทิม งามศรี" เป็นบุตรของนายแจ้า นางอินทร์ เกิดที่บ้านรหัวทุ่งตาบุตร หมู่ที่ 2 ต.ละหาร (ปัจจุบันเป็น...

ร้าน จ่าโกวิท

Photo Gallery

โฆษณา

Facebook อภินิหาร

อภินิหาร อัพเดท

พระใหม่ ที่น่าบูชา

หลวงปู่ทวด รุ่น ๑๐๑ ปี อาจารย์ทิม ธมฺมธโร

หลวงปู่ทวด รุ่น ๑๐๑ ...

หลวงปู่ทวด รุ่น ๑๐๑ ปี อาจารย์ทิม ธมฺมธโร พิธีบวง...

หลวงปู่ทวด รุ่น 100 ปี อาจารย์ทิม

หลวงปู่ทวด รุ่น 100 ...

           พระหลวงพ่อทวด รุ่น 100 ปีอาจารย์ทิม ...

พระกริ่งชินบัญชรภาคใต้ หลวงปู่บุญมา ปภากโร

พระกริ่งชินบัญชรภาคใ...

     หลวงปู่บุญมา ปภากโร ปัจจุบันอายุ 86 ปี ดำรงตำ...

เม็ดแตงพิฆเนศเจริญลาภ - เม็ดแตงปู่ฤาษี เจริญพร รุ่น มงคลเทพทักษิณ

เม็ดแตงพิฆเนศเจริญลา...

      วัตถุมงคล รุ่น มงคลเทพทักษิณ จัดสร้างโดยสมาค...

«
»

แนะนำ หนังสือ

นิตยสารพระเครื่องอภินิหาร ฉบับที่ 170 ปีที่ 15 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2557

นิตยสารพระเครื่องอภินิหาร ฉบับที่ 170 ปีที่ 15 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2557

Written byAdmin
on 28 มกราคม 2557

นิตยสารพระเครื่องอภินิหาร ฉบับที่ 170 ปีที่ 15 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2557 สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน หน้าปกนิตยสารพระเครื่องอภินิหาร ฉบับนี้ได้อัญเชิญ พระกริ่งพรหมมังคลาจารย์ (เจ้าคุณธงชัย) วัดไตรมิตรวิทยาราม เนื้อทองคำ มาให้ชมกันอย่างเต็มๆ ทั้งด้านหน้า-ด้านหลังท่านที่รอคอยบูชาพระกริ่งปวเรศเจ้าคุณธงชัย ขอได้เปลี่ยนใจมาบูชาพระกริ่งพรหมมังคลาจารย์ได้เลยครับ ครั้งนี้ไม่ผิดหวังแน่นอน อ่านรายละเอียดการสั่งจองบูชาได้ในหน้า 19และผมขอบอกว่าต้องเร็วหน่อยนะครับ...

คุณอยู่ที่: HomeItems filtered by date: วันอาทิตย์, 23 ธันวาคม 2555

พระครูสิริศีลสังวร (ครูบาน้อย เตชปญฺโญ)
เจ้าอาวาสวัดศรีดอนมูล จ.เชียงใหม่



         ครูบาน้อย เตชปญฺโญ วัดศรีดอนมูล ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่ พระเถระผู้ประพฤติปฏิบัติในจริยะวัตรแห่งสงฆ์ได้อย่าง สมบูรณ์ ประกอบกับความเป็นผู้รู้สำนึกในคุณบุพการี ครูบาอาจารย์ และผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา จนกระทั่งเป็นที่กล่าวขานตั้ง สมญานามให้ว่า “นักบุญยอดกตัญญู”
      ครูบาน้อย เดิมชื่อ ประสิทธิ์ กองคำ เกิดเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2494 ณ บ้านศรีดอนมูล ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันอายุ 59 ย่าง 60 ปี พรรษา
ที่ 37

       ด้วยความที่เป็นคนสนใจในพระพุทธศาสนา จึงเข้าพิธีบรรพชาตั้งแต่อายุ 13 ปี เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2507 โดยมีครูบาอิ่นแก้ว วัดกู่เสือ จ.เชียงใหม่ เป้นพระอุปัชฌาย์

        หลังจากที่ร่ำเรียนศึกษาตำรายาสมุนไร และสอบนักธรรมเอกสำเร็จ เมื่ออายุ ครบ 20 ปีบริบูรณ์จึงเข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2514 ณ วัดพญา ชมพู โดยมีครูบาอุ่นเรือน วัดป่าแคโยง จ.เชียงใหม่ เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้ ฉายา “เตชปญฺโญ” แปลว่าผู้มีปัญญาเป็นเดช ภายใต้ร่มบวรพระพุทธศาสนา มาจนถึงปัจจุบัน

        ภายใต้ศีล 227 ข้อ ครูบาน้อยได้ตั้งมั่นบำเพ็ญเพียรอยู่ในสมณธรรม อย่าง เคร่งครัดจริยวัตรปฏิบัติเรียบง่าย มีปฏิปทางดงามเป็นที่เลื่อมใสของผู้พบเห็น

      


        นอกจากนี้ยังมุ่งมั่นที่จะศึกษาสรรพวิชาตำราแขนงต่างๆ ทั้งปริยัติธรรม แผนกบาลี ณ สำนักเรียนวัดพระธนาหริภุญชัย จ.ลำพูน ฝึกวิสันากรรมฐานจากครูบาผัด และครูบาพรหมมา พรหมจักโก ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน ศึกษาวิชา ธรณีศาสตร์ และพระคาถาต่างๆจากพระครูจันทสมานคุณ หรือหลวงปู่หล้า วัดป่าตึง จ.เชียงใหม่ และศึกษาวิชาอักขระภาษา ล้านนาวิทยาคม ด้านเมตตามหานิยม ตำรายาสมุนไพร จากครูบาคำปัน นันทิโย วัดหม้อคำตวง จ.เชียงใหม่

       ครูบาศรีวิชัย ตำนานนักบุญแห่งล้านนา คือ พระอาจารย์ที่ครูบาน้อยมุ่งมั่นตั้งใจศึกษาค้นคว้าจากตำราหนังสือ (ปั๊บสาภาษา ล้านนา) กระทั่งค้นพบวิธีการเข้านิโรธกรรมของครูบาศรีวิชัย ผู้เป็นพระอาจารย์ให้เป็นแบบอย่างในการสานต่อจารีตแห่งบรรพชิต จึงตั้งจิตลั่นสัจจะวาจาอธิษฐานจะอุทิศแลกกับชีวิตของครูบาผัด พระอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาวิทยาอาคมที่กำลังอาพาธอยู่ ณ เวลานั้น ด้วยการถือปฏิบัติเข้านิโรธกรรมตามแบบบรมครูแห่งล้านนา จึงเริ่มปฏิบัติครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2537 ความอัศจรรย์จึงบังเกิดดุจดั่งปาฏิหาริย์ เข้านิโรธกรรมได้เพียง 2 วันอาการของครูบาผัดพลิกฟื้นดีขึ้น แม้ว่าก่อนหน้าทีมแพทย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาตรวจดูอาการครุบาผัดแล้วสรุปออกมาว่าให้ทำใจ! กลับหายเป็นปลิดทิ้ง! สร้างความงุนงงกับคณะแพทย์ผู้ทำ การวินิจฉัย นำความปลื้มปิติมาสู่บรรดาลูกศิษย์ จึงขนานนามตั้งฉายาครูบาน้อยผู้ที่รู้บุญคุณบุพการี ครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ ประสาทวิชา ว่า... “นักบุญยอดกตัญญู” และปฏิบัติการเข้านิโรธกรรมเป็นประจำทุกปีกระทั่งปัจจุบัน...

        ด้วยความเป็นพระเถรานุเถระที่มุ่งแสวงหาความสงบวิเวก ครูบาน้อยได้ปฏิบัติธุดงควัตรไปตามป่าเขาข้ามเขตอำเภอจังหวัด ต่างๆ เริ่มตั้งแต่วัดศรีดอนมูลผ่านทาง อ.ดอยสะเก็ด ไปจ.เชียงราย พะเยา แพร่ ลำปาง เข้าลำพูน และถึงวัดศรีดอนมูล หลังจากนั้น ครุบาน้อยจึงทำความเข้าใจและเข้าถึงความชัดเจนของกลุ่มบรรพชิตแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ
        1)คามวาสี เป็นพระสงฆ์ที่อาศัย อยู่ในหมู่บ้านหรือในเมือง มีหน้าที่อบรมสั่งสอนพุทธศาสนิกชนตามบทพระธรรมคำสั่งสอน ของศาสนาพุทธ
        2)อรัญวาสี เป็นพระสงฆ์ที่อาศัยอยู่ในป่า ตามวัดป่า ใช้เวลาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อความสงบของจิตใจให้พ้นภัย จากกิเลส

         ด้วยเหตุนี้แหละครุบาน้อยจึงดำริคิดจัดสร้างสวนป่าปฏิบัติธรรมขึ้นจำนวน 15 ไร่ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน และปลูกไม้ป่าขึ้น 3 ประเภท คือ
          1)ไม้ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
          2)ไม้สมุนไพร
         3)ไม้ในวรรณคดีไทย โดยมุ่งเน้นเพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระภิกษุ สามเณร และพุทธศาสนิกชน

        การมุ่งเน้นปฏิบัติศึกษาพระธรรมวินัยของครุบาน้อย ส่งผลให้เกิดสติสัมปชัญยะในกระบวนความคิดภายใต้คำสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้พระสงฆ์เป็นตัวแทนผู้ถ่ายทอดคติธรรมคำสอนเตือนสติ “คน” ผู้ซึ่งเป็น “มนุษย์” หลังได้รับการอบรม กล่อมเกลาจิตใจจากพระธรรมคำสอนนั้นๆ ซึ่งบ่อยครั้งครูบาน้อยจะเตือนสติปัดเป่าจิตใจของศิษยานุศิษย์อยู่เสมอว่า “คิดก่อนทำ ไม่ใช่ทำแล้วคิด... คิดก่อนพูด ไม่ใช่พูดก่อนแล้วคิด... คิดก่อนไป ไม่ใช่ไปแล้วคิด... คิดดี เพื่อดี... คิดดี สู่ดี... ของจริง ทำจริง เห็นจริง... ของดี ทำดี เห็นดี... คิดี เพื่อดี... คิดดี สู่ดี... คิดชั่ว ทำชั่ว ได้ชั่ว... ฉะนั้นให้ถึงพร้อมทานศีลภาวนา นิพพานัง ปรมัง สุขัง”

      นักบุญยอดกตัญญูผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนาไทย “ครูบาน้อย เตชปญฺโญ” เจ้าอาวาสวัดศรีดอนมูล หมู่ 8 ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่ 50140 โทร. 053-421040, 053-420277

 

         ขอขอบคุณข้อมูลและรูป
จากหนังสือพระเครื่องอภินิหาร ฉบับ 123
และขอขอบคุณข้อมูลจาก www.watsridonmoon.com

ดูพระดี-วัดดังทั้งหมด 

วันอาทิตย์, 23 ธันวาคม 2555 00:00

หลวงพ่อทอง วัดสำเภาเชย

พระศีลมงคล หรือ หลวงพ่อทอง วัดสำเภาเชย
ยอดพระเกจิแห่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี


    

  หลวงพ่อทอง ฉายา สีลสุวัณโณ อัตโนประวัติเดิม นายอินทอง ศรีชาติ เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2461 ปีมะแม บิดา-มารดาชื่อ นายสีคง-นางแมะ ศรีชาติ
      
       หลวงพ่อทอง หรือ นายอินทอง เกิดที่บ้านเลขที่ 5 ม.3 ต.ดอน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2477 ณ วัดดอนตะวันออก อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2482 ที่วัดดอนตะวันออก ที่เดียวกับที่บรรพชา หลังจากนั้นก็อยู่ภายใต้ร่มโพธิสมภาร กระทั่งปัจจุบัน


   

     ปี 2497 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นตรีที่ พระครูพินิตนรัญญู
    ปี 2510 เป็นเจ้าคณะอำเภอชั้นโท
    ปี 2519 เป็นเจ้าคณะอำเภอชั้นเอก
    ปี 2539 เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นพิเศษที่ พระครูพินิตนรัญญู เช่นเดิม
    ปี 2545 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระศีลมงคล
    ปัจจุบันอายุเข้า 93 ปี พรรษาที่ 75 นักธรรมเอก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์เจ้าคณะอำเภอปะนาเระ และเจ้าอาวาสวัดสำเภอเช

        หลวงพ่อทองเป็นพระเถระที่ศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคใต้ต่างรู้จักกันดี เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัด สำเภาเชย อ.ปานะเระ จ.ปัตตานี เรียกว่าเป็นพระเกจิผู้มีอาคมขลัง มีวิชาแกร่งกล้า สามารถอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคลให้เคลื่อน ไหวได้ตามคำบอกเล่า และประสบการณ์ต่างๆจากลูกศิษย์และผู้พบเห็นเป็นที่เลื่องลือปากต่อปาก หลายต่อหลายคนมีประสบการณ์ มากมาย วัตถุมงคลต่างๆของท่านมีผู้บูชาจับจองจนหมดทุกครั้ง

         โดยเฉพาะเครื่องรางเป็นที่กล่าวขานว่าดีนักแล อาทิ แมลงปอเรียกทรัพย์ ตะกรุด เชือกคาดเอว ลูกอมชานหมาก ผ้ายันต์ ลูกอมเทียน เรียกว่าเป็นวัตถุมงคลด้านแคล้วคลาด ส่วนวัตถุมงคลด้านเมตตา ต้องยกให้ลูกแก้วสารพัดนึก เรือสำเภอทองเรียกทรัพย์ กะลาตาเดียว และวัตถุมงคลด้านพุทธคุณ-ธรรมคุณ จะมีพระเนื้อว่านหลวงปู่ทวด พระบูชา ล็อกเก็ต พระชุดเหรียญโต๊ะหัก พระกริ่ง

          ซึ่งวัตถุมงคลของหลวงพ่อทองที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นไม่ว่าทางคณะกรรมการวัดจักสร้าง หรือ ศิษยานุศิษย์จัดสร้างถวาย ได้ผ่านการอธิษฐานจิตปลุกเสกจากหลวงพ่อทองแล้วทั้งหมด ลูกศิษย์นำไปบูชามีประสบการณ์มากมาย ทั้งดานโชคลาภ เมตตามหานิยม มหาอุต เจริญรุ่งเรือง เป็นสิริมงคลต่อผู้ครอบครอง

          พระศีลมงคล หรือ หลวงพ่ออินทอง หรือหลวงพ่อทอง เป็นพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เพียบพร้อมด้วยเมตตาธรรม คุณธรรม จริยธรรม เจริญวัตรปฏิบัติเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่ผู้พบเห็น ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้นท่านได้ทุ่มเททั้งกาย และใจ รวมทั้งความรู้ความสามารถด้วยความวิริยะอุตสาหะ เพื่อประโยชน์แก่วงการพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ซึ่งตรงกับ สมณศักดิ์ของท่านที่ พระศีลมงคล นั้นแปลว่า ศีลเป็นเครื่องนำความสุขความเจริญ

         ปิดท้ายคอลัมน์พระดีวัดดัง หลวงพ่อทอง แห่งวัดสำเภาเชย จ.ปัตตานี ได้ฝากคำพูดดีๆไว้ดังนี้... “พระ...ต้องปฏิบัติ จะได้ เป็นผู้รู้เพื่อจะสอนคนให้ได้ แต่...อย่าอวดดี อย่าอวดเก่ง อย่าดูถูกคน อย่าหลงในเกียรติที่ได้รับ... ต้องอยู่ให้คนพึ่ง อย่าเป็นภาระ ของคนอื่น อย่าทำตัวให้ต่ำ ต้องทำตัวให้สูง ต้องแสวงหาปัญญา”

 

         ขอขอบคุณข้อมูลและรูป
จากหนังสือพระเครื่องอภินิหาร ฉบับ 128
และขอขอบคุณข้อมูลจาก เว็ปไซต์ เอ เวชวิชย์

ดูพระดี-วัดดังทั้งหมด 

วันอาทิตย์, 23 ธันวาคม 2555 00:00

หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว นครปฐม

หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว นครปฐม
ผู้สืบทอดตำราวิชาสาย
หลวงปู่บุญ-หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว
สู่ตำนานการสร้าง “เบี้ยแก้” ที่โด่งดังที่สุดในเวลานี้...


       เมื่อเอ่ยถึง “เบี้ยแก้” ต้องนึกถึง หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว ซึ่งเป็นพระ เถรานุเถระที่มีตำราวิชาความรู้ ได้รับการถ่อยทอดจากพระเกจิอาจารย์โบราณ โดยตรง นั่นก็คือ หลวงปู่บุญ และ หลวงปู่เพิ่ม จากรุ่นสู่รุ่นและโด่งดังเป็นที่ต้อง การเสาะหามากที่สุดในยุคนี้ ด้วยเหตุผลหลักหลายประการที่ต้องบอกเล่าเท้า ความที่มาที่ไป ความเป็นมาเป็นไปใน “เบี้ยแก้ หลวงปู่เจือ”...

       จากข้อมูลที่ได้ศึกษามา วัดกลางบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เป็นวัดที่เก็บ รักษาข้อมูลตำราโบราณต่างๆ เมื่อครั้งสงครามสมัยกรุงศรีอยุธยา จำเป็นต้องขนย้าย ถ่ายเทหาที่เก็บตำราพระเวท รวมทั้งตำราสำคัญของวัดต่างๆจากพระนครศรีอยุธยา มาเก็บรักษาไว้ที่วัดกลางบางแก้ว นครปฐม

       เมื่อครั้งสมัย หลวงปู่บุญ ขันธโชติ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว “เบี้ยแก้” เป็นหนึ่งเครื่องรางที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้น กระทั่งปัจจุบันก็ยังเป็นที่ต้อง การของนักสะสม เรียกได้ว่าเป็นของหายากและมีราคาสูงมาก ณ เวลานี้....

   


           ยุคนี้ก็มีพระเกจิหลายรูปแวะเวียนมาแลกเปลี่ยนศึกษาวิชาตำราจากวัดกลางบางแก้ว และหลวงปู่บุญอยู่เสมอ กระทั่ง หลวงปู่บุญมรณภาพลง ตำราเบี้ยแก้รวมทั้งความรู้ต่างๆจึงได้หลวงปู่เพิ่มเป็นผู้สืบทอด ซึ่งยุคของหลวงปู่เพิ่มเครื่องราง “เบี้ยแก้” ก็ยังคงเป็นที่ต้องการจวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ก็ยังเป็นที่เสาะหาและสะสมของคนมีฐานะโดยส่วนมากเนื่องจากมีราคาสูง

        ถึงกาลครั้งสิ้นยุคสมัยของหลวงปู่เจือ จึงได้หลวงปู่เจือเป็นผู้สานต่อตำราเบี้ยแก้ และวิชาตำราความรู้อื่นอีกทอดหนึ่ง เนื่องจาก หลวงปู่เจือเป็นศิษย์พุทธาคมหลวงปู่เพิ่ม เมื่อครั้งสมัยเป็นลูกมือตีตะกั่วหุ้มเบี้ย รวมทั้งยังมีฝีมือในการถักด้ายห่อเบี้ยที่สวยงาม และละเอียดลออเป็นที่พอใจของหลวงปู่เพิ่มให้เรียกหารับใช้ตลอด

            หลวงปู่เจือเริ่มทำเองทั้งหมดอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2530 ขั้นตอนทุกอย่างตามตำราตามคำสอนไม่ขาดตกบกพร่อง จำพวกเบี้ย ที่หามาต้องมีฟังกี่ซี่ ปรอทจำนวนเท่าไหร่ ชันโรงมากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญการลงอักขระลงยันต์ และคาวิชาเบี้ยหลวงปู่เจือจะ เป็นผู้ลงมือท่องคาถา ใส่วิชาตามตำราด้วยตัวของท่านเอง

          เบี้ยแก้ ตามตำราหลวงปู่เจือที่ได้รับถ่ายทอดมามีหลายแบบ ทั้งถักเชือก ลงรักปิดทอง ไม่ปิดทอง ถักเชือกอย่างเดียว เบี้ยเปลือย เบี้ยไม่เปลือยมีตะเข็บ เบี้ยเปลือยไม่มีตะเข็บ ตัวเล็กตัวใหญ่ มีหลายรูปแบบต้องศึกษา แต่เวลานี้ “เบี้ยเปลือย” เป็นที่นิยมมาก ที่สุดในเวลานี้

          การทำเบี้ยแก้แต่ละตัวใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากทำด้วยมือไม่ได้สร้างจากเครื่องจักร จึงมีจำนวนการสร้างน้อยไม่เพียงพอ ต่อลูกศิษย์ อีกทั้งราคาเบี้ยแก้ของหลวงปู่เจือยังพอให้ร่วมทำบุญไม่แพงนักถ้าเทียบกับเบี้ยแก้ของหลวงปู่บุญ-หลวงปู่เพิ่ม ซึ่งเป็นที่ นิยมในวงการพระเครื่อง มีราคาเช่าบูชาสูงและหายาก ที่สำคัญมีของทำล้อ (ทำเก๊) ออกมาให้กับคนที่อยากได้แต่ไม่มีความชำนาญ พลาดท่าเช่าบูชาไปหลายต่อหลายคนในราคาที่สูง... จึงทำให้ลูกศิษย์สายวัดกลางบางแก้วหันมาสะสมเบี้ยแก้ หลวงปู่เจือ กันมาก ในเวลานี้ เนื่องจากวิชาตำราสายหลวงปู่บุญ-หลวงปู่เพิ่ม ได้ถ่ายทอดต่อกันมาสายวิชาเดียวกัน อีกทั้งประสบการณ์พุทธคุณต่างๆ มีให้เห็นบ่อยครั้ง มีให้เล่ากันหลายเรื่องปากต่อปาก

            หลวงปู่เจือ ปิยสีโล เดิมชื่อ เจือ เนตรประไพ เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2468 เป็นคน อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม โดยกำ เนิด ครอบครัวมีอาชีพเกษตรกรรม ได้รับการบรรพชาและอุปสมบท เมื่อ พ.ศ. 2494 โดยได้รับการอบรมสั่งสอนเล่าเรียนตำรา วิชาต่างๆจากหลวงปู่เพิ่มมาโดยตลอด

            หลวงปู่เจือเป็นพระที่ขยันหมั่นเพียร มีความจำดี มีความละเอียดในงานที่ต้องรับผิดชอบ เป็นพระที่มีจิตใจเมตตา ไม่ยึดติด กับสิ่งใดๆ รวมทั้งตำแหน่งลาภยศ แม้กระทั่งหลวงปู่เพิ่มถึงแก่มรณภาพลงหลวงปู่เจือก็ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งเจ้าอาวาส ด้วย ความที่เป็นพระเถรานุเถระที่หมั่นบำเพ็ญสมณธรรมด้วยตลอด จึงมักเห็นหลวงปู่เจือรับกิจนิมนต์จากญาติโยม ไปร่วมงานบุญ งานปลุกเสกพระเครื่อง หรืองานมงคลต่างๆท่านก็ไม่เคยปฏิเสธ แม้ว่าสังขารของหลวงปู่เจือจะเหนื่อยล้าก็เมตตาลูกศิษย์ทุกคน

           อีกหนึ่งพระเถระผู้เป็นเพชรแท้แห่งเมืององค์พระ “หลวงปู่เจือ ปิยสีโล” ผู้สืบสานอมตะตำรา “เบี้ยแก้” แห่งวัดกลางบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

 

         ขอขอบคุณข้อมูลและรูป
จากหนังสือพระเครื่องอภินิหาร ฉบับ 116

ดูพระดี-วัดดังทั้งหมด 

พระราชสิทธิมงคล (สวัสดิ์ จิตตะทส)
หลวงพ่อสวัสดิ์ เจ้าอาวาสวัดศาลาปูน พระนครศรีอยุธยา



         ชาติภูมิพระราชสิทธิมงคลหรือที่ลูกศิษย์ลูกหาชาวบ้านทั่วไปเรียกขาน ติดปากว่า หลวงพ่อสวัสดิ์ ท่านเกิดเมื่อวันศุกร์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือนสิบสอง ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 28 พฤศจิกายน 2460 ณ บ้านเลขที่ 15 หมู่ 2 ตำบลราชคราม อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บิดาชื่อ นายอยู่ จิตตะทส มารดาชื่อ นางไหม จิตตะทส มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 3 คน เป็นหญิง 2 คน ชื่อ อิน-จัน ส่วนท่านเป็นบุตรคนสุดท้อง

         บรรพชาครั้งแรกเมื่ออายุ 12 ปี ในงานฌาปนกิจศพมารดาบรรพชาเป็น สามเณรอยู่ถึง 3 ปี ส่วนครั้งที่ 2 หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดบ้านสร้างได้บรรพชา ให้อีกครั้งจนอายุครบบวชจึงอุปสมบทให้

        หลวงพ่อสวัสดิ์อุปสมบทเมื่อวันอังคารขึ้น 5 ค่ำ เดือน 7 ปีชวด ตรงกับวันที่ 12 มิถุนายน พุทธศักราช 2480 ณ วัดทองจันทริการาม โดยพระครูนิเทศ ธรรมกถา เจ้าอาวาสวัดบ้านสร้าง เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการกรีสัมมานัย เจ้าอาวาสวัดทองจันทริการาม เป็นพระกรรมวาจา, พระครูนิเทศธรรมโกศล เจ้าอาวาสวัดพะยอม เป้นพระนุสาวนาจารย์

      ปัจจุบันหลวงพ่อสวัสดิ์ มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเจ้าอาวาสวัดศาลาปูนวรวิหาร อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. 2524 รวมสิริอายุ 91 ปี พรรษาที่ 71

        วัดศาลาปูนวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท เป็นวัดโบราณตั้งอยู่ริมคลองเมืองพระนครศรีอยุธยา (แม่น้ำลพบุรีเดิม) มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 28 ไร่

         วัดหลวงแห่งนี้เป็นที่สถิตของ พระราชาคณะตำแหน่งพระธรรมราชา สืบต่อกันมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 6 เมื่อในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 วัดศาลาปูนเป็นที่สถิตของพระราชาคณะชั้นสมเด็จ คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชาคณะเพียงรูปเดียวที่ได้รับพระราชทานตั้งขึ้นในเขตหัวเมืองชั้นนอก

         พระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่และพระเถระ ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศาลาปูนรูปแรกคือ พระธรรมราชา(อู๋) ในรัชกาลที่ 1 รูปที่สองคือ พระธรรมราชา(คุ้ม) ในรัชกาลที่ 2 พ.ศ. 2339-2387 รูปที่สามคือ พระธรรมราชา (เรื่อง) ในรัชกาลที่ 3 พ.ศ. 2389 รูปที่สี่คือ พระธรรมราชา (อิน) ในรัชกาลที่ 3 พ.ศ. 2394 รูปที่ห้าคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) ป.ธ.3 ในรัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2394-2427 รูปที่หกคือ พระธรรมรานุวัตร (อาจ) ในรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2428-2463 รูปที่เจ็ดคือ พระครูจันทรรัศมี (อยู่) ป.ธ.3 ในรัชกาลที่ 6 รูปที่แปดคือ พระสุนทรธรรมโกศล (เกตุ ธมมทินโน) ป.ธ.6 รูปที่เก้าคือ พระครูสาธุกิจโกศล (ไวยท์ มุตตถาโม) ป.ธ.5 สมณศักดิ์ปัจจุบันคือ พระธรรมญาณมุนี รูปที่สิบคือ พระสิทธิมงคล หรือหลวงพ่อสวัสดิ์ พ.ศ. 2524 ถึงปัจจุบัน

         หลวงพ่อสวัสดิ์เป็นพระปฏิบัติดี มีเมตตา นักพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง ยังคงตั้งใจที่จะปรับปรุงปฏิสังขรณ์พระอุโบสถวัดศาลาปูน ให้ดียิ่งขึ้น เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยี่ยมชมโบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์ แห่งนี้ที่มีที่มาตั้งแต่ยุคก่อนรัชกาล

         บ่อยครั้งที่หลวงพ่อสวัสดิ์รับกิจนิมนต์นั่งปรกอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคลให้กับนักสร้างหรือผู้สร้างพระต่างๆ จนมีประ สบการณ์ดีๆที่ไม่น่าเหลือเชื่อเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย ทำให้วัตถุมงคลของหลวงพ่อสวัสดิ์เป็นที่ต้องการเสาะแสวงหา ก็ด้วยบารมี ของหลวงพ่อนั่นเอง ที่คุ้มครองลูกศิษย์ลูกหาทุกคนให้แคล้วคลาดปลอดภัยเจริญรุ่งเรือง

          เวลานี้วัตถุมงคลของหลวงพ่อสวัสดิ์ ได้จัดสร้างขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังมีปัญหา จึงสร้างสุดยอดของดี ของขลังอธิษฐานจิตปลุกเสกโดยหลวงพ่อสวัสดิ์ พระเกจิอาจารย์แห่งเมืองกรุงเก่าให้ชื่อรุ่นว่า “ชนะจน” โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อนำปัจจัยปฏิสังขรณ์พระอุโบสถวัดศาลาปูน และเสนาสนะต่างๆภายในวัด

        เพื่อความเป็นสิริมงคลของทุกท่านและครอบครัวรวมทั้งคนที่คุณรัก ร่วมทำบุญบูชาวัตถุมงคลของหลวงพ่อสวัสดิ์ให้เป็น ของขวัญปีใหม่ 2552 สอบถามโดยตรงได้ที่วัดศาลาปูน ต.ท่าวาสุกรี อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
โทร. 035-242-165

 

         

ข้อมูลและภาพ
นิตยสารพระเครื่องอภินิหาร ฉบับ 109

ดูพระดี-วัดดังทั้งหมด 

วันอาทิตย์, 23 ธันวาคม 2555 00:00

พระสุธีพรหมคุณ หรือเจ้าคุณตึ๋ง

ประวัติ พระสุธีพรหมคุณ (สวาท สุภาจาโร)


      พระสุธีพรหมคุณ (เจ้าคุณตึ๋ง) เดิมชื่อ สวาท นามสกุล วงศ์กลัด เกิดเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2490 ที่บ้านคลองวัว ต.บ้านแห อ.เมือง จ.อ่างทอง โยมบิดาชื่อ คุณพ่อวาด วงศ์กลัด โยมมารดาชื่อ คุณแม่สำเภา วงศ์กลัด เด็กชายสวาทหรือ เด็กชายตึ๋ง เกิดมาได้เพียงไม่กี่วันคุณพ่อวาดก็เสียชีวิต
     หลังจากนั้นคุณแม่สำเภาได้พาเด็กชายตึ๋งที่ยังแบเบาะเดินทางเข้า
กรุงเทพฯ เพื่อประกอบอาชีพค้าขายเลี้ยงชีวิต จนเด็ก ชายตึ๋งโตเป็นหนุ่ม จึงย้ายไปค้าขายที่ปากน้ำ จ.สมุทรปราการ ในวัยหนุ่มของท่านเจ้าคุณตึ๋ง ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ช่วยคุณ แม่ค้าขายหากินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ในจิตใจเคารพศรัทธายึดมั่นในพระพุทธศาสนา ชอบเสาะแสวงหา มงคลวัตถุเครื่อง รางของขลังทั้งด้านเมตตาและคงกระพันไว้บูชาติดตัว
      ยุคนั้นพระเกจิดังเมืองปากน้ำก็คือ หลวงปู่เขียน หรือท่านพระครู ประสาทยติคุณ แห่งวัดพิชัยสงคราม ชื่อเสียงของ ท่านโด่งดังไปทั่ว นายสวาท วงศ์กลัด จึงได้แวะเวียนไปขอบารมีหลวงปู่เขียนอยู่เป็น เนืองนิตย์ จนกระทั่งวันที่ 30 พฤษภาคม 2523 นายสวาท หรือ เจ้าคุณตึ๋ง ในวัย 33 ปีได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดพิชัยสงคราม
โดยมีพระครูประสาทยติคุณ หรือ หลวงปู่เขียน วัดพิชัยสงคราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ทวี ปัญญาทีโป วัดพิชัยสงคราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูวินัยธรช้วน ชวนปญฺโญ วัดพิชัยสงคราม เป็นพระอนุศาสนาจารย์ ได้ฉายาว่า “สุภาจาโร”



     บวชเป็นพระภิกษุแล้วพระภิกษุตึ๋งจึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาวิชาคาถาอาคมต่างๆ จากหลวงปู่เขียน เช่น วิชาลงนะเมต ตามหาเศรษฐี วิชาเสกธูปหอม วิชาสะเดาะเคราะห์นอนโลง วิชาเสกวัตถุมงคลหลวงพ่อตึ๋งอยู่รับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่เขียน ตลอดมา จนกระทั่งบั้นปลายของชีวิต หลวงปู่เขียนท่านได้ละสังขารเมื่ออายุ 99 ปี 9 เดือน วันที่ 28 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2528

          ปี พ.ศ. 2527 ได้รับแต่งตั้งเป็น พระครูสมุห์สวาท ฐานานุกรมของพระเทพเวที วัดระฆังโฆสิตาราม ต้นปี พ.ศ. 2529 พระครูสมุห์สวาทได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดพราหมณี อ.เมือง จ.นครนายก
      วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2529 พระครูสมุห์สวาท สุภาจาโร ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็น เจ้าอาวาสวัดพราหมณี อ.เมือง จ.นครนา ยก โดยมี พลตำรวจเอก ประมาณ อดิเรกสาร เป็นประธานฝ่ายฆรา วาสอัญเชิญ และอ่านคำสั่งแต่งตั้ง
     วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2535 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแต่งตั้งสมณศักดิ์ให้พระครูสมุห์สวาท สุภาจาโร เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่ พระครูโสภณพรหมคุณโดย สมเด็จ พระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ประทานพัดยศให้ เมื่อ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536    

วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลื่อนและแต่งตั้งสมณศักดิ์ พระครูโสภณพรหมคุณ วัดพราหมณี นครนายก เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระสุธีพรหมคุณ



          พระสุธีพรหมคุณ (สวาท สุภาจาโร) หรือ เจ้าคุณตึ๋ง ท่านเป็นพระนักพัฒนาที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ชักชวนให้ผู้คนเดิน ทางเข้าวัดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ด้วยการประกอบพิธีกรรมมงคลทางพุทธศาสนา เช่น การลงนะเมตตามหาเศรษฐี พิธีสะเดาะ เคราะห์นอนโลง ได้ปัจจัยมาทำการพัฒนาวัดพราหมณีอย่างต่อเนื่อง เช่น ปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในวัด จัดทำอาหารและน้ำดื่ม ให้แก่ประชาชนรับประทานฟรี ซ่อมแซมและก่อสร้างถาวรวัตถุภายในวัด สร้างโครงหลังคาคลุมวัดทั้งหมดผู้ที่เดินในบริเวณ วัดจะไม่ร้อนแดดและเปียกฝน ซื้อที่ดินเพิ่มเติมติดกับวัดอีกหลายสิบไร่ เพื่อใช้เป็นที่จอดรถ สร้างตลาดโรงเกลือเพื่อส่งเสริม อาชีพแก่ชาวบ้านย่านนั้น และระแวกใกล้เคียงให้มีชีวิตอยู่อย่างไม่เดือดร้อน กำลังดำเนินการก่อสร้างเมรุปลอดมลพิษ และศาลา หน้าเมรุ ซึ่งต้องใช้เงินอีก 13 ล้านกว่าบาทและทุกวันนี้จะมีผู้คนทั่วสารทิศเดินทางไปแสวงบุญที่วัดพราหมณีอยู่ทุกวัน อย่างต่อเนื่อง

การศึกษา

    จบ ปวช. ก่อสร้าง โรงเรียนสารพัดช่างสมุทรปราการ
    นักธรรมเอก วัดพิชัยสงคราม

หน้าการงาน

        เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นโท
        เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นเอก
        เจ้าคณะตำบล ชั้นโท
        เจ้าคณะตำบล ชั้นเอก
        รองเจ้าคณะอำเภอเมืองนครนายก ชั้นโท
        เจ้าคณะอำเภอเมืองนครนายก ชั้นโท ปี 2551
        รองเจ้าคณะจังหวัดนครนายก ปี 2552


    ข้อมูลและภาพ
    จ่าโกวิท แย้มวงษ์

ดูพระดี-วัดดังทั้งหมด 

วันอาทิตย์, 23 ธันวาคม 2555 00:00

ผ้ายันต์นางกวัก หลวงปู่ฤทธิ์

ผ้ายันต์นางกวัก
หลวงปู่ฤทธิ์ รตนโชโต วัดชลประทานราชดำริ จ.บุรีรัมย์

 


ผ้ายันต์นางกวักบูชา 250.-

วันอาทิตย์, 23 ธันวาคม 2555 00:00

ตะกรุด 9 กษัตริย์ (54 ดอก)คาดเอว

ตะกรุด 9 กษัตริย์ (54 ดอก)คาดเอว
หลวงปู่ฤทธิ์ รตนโชโต วัดชลประทานราชดำริ จ.บุรีรัมย์


ตะกรุด 9 กษัตริย์ คาดเอว 54 ดอก บูชา 5,000.-

วันอาทิตย์, 23 ธันวาคม 2555 00:00

สีผึ้งเรียกทรัพย์

สีผึ้งเรียกทรัพย์
หลวงปู่ฤทธิ์ รตนโชโต วัดชลประทานราชดำริ จ.บุรีรัมย์

 


สีผึ้งเรียกทรัพย์ หลวงปู่ฤทธิ์ บูชา 500.-



 

         ในการทำสีผึ้งของหลวงปู่ฤทธิ์แต่ละครั้งท่านพิถีพิถันในด้านส่วนผสมมาก โดยใช้น้ำมันงาเคี่ยวกับสีผึ้งของเทียนพรรษาที่ จุดแล้ว ผสมกับว่าน 108 และสีผึ้งแท้จาก 7 ตำบล ท่านจะเคี่ยวไปและว่าคาถาไปตลอด แล้วจึงผสมกับน้ำมันจันทน์แท้ที่ท่านปลุก เสกก่อนตามลงไป ท่านมักจะเคี่ยวตอนกลางคืน คืนหนึ่งท่านเคี่ยวจนถึงสามทุ่มครึ่งจึงราไฟ พอรุ่งขึ้นตอนสายท่านก็เรียก พระอาคม (พระลูกวัด) ไปดูที่ถังสีผึ้งปรากฏว่าฝาที่ครอบไว้นั้นเต้นได้ มีเสียงดังตลอดเวลา จากการที่สีผึ้งที่เย็นนั้นเดือดปะทุขึ้น มาชนฝาครอบทั้งที่สีผึ้งนั้นยังเย็นอยู่ไม่ได้ร้อนถือเป็นเรื่องอัศจรรย์

        สีผึ้งเรียกทรัพย์นี้สร้างเพียง 300 ชุดทำพิธีปลุกเสกตลอดไตรมาส 41 โดยในวันที่ 3-5 พ.ย.41 ได้นำมาปลุกเสกอธิษฐานจิต อีก และปลุกเสกในฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ถือเป็นครั้งสุดท้าย

        สีผึ้งเรียกทรัพย์ ดีทางด้านค้าขาย เวลาไปขอเงินหรือไปทวงเงินให้ใช้สีผึ้งทาที่อุ้งมือทั้ง 2 ข้างและประกบเข้าหากันอธิษฐาน ไปเก็บเงินจากลูกหนี้จะสมความปรารถนาทุกประการ


คาถาเรียกทรัพย์
ตั้งนะโม 3 จบแล้วท่อง
โอม จะ ฮุ พุ กู กู ฮุ พู กู นะเลือนเปื้อน โมเปื้อน หัวใจพุทเป็นบ้า ธาหลงใหล ยะร้องไห้ นำทรัพย์มาให้กูเนื้อ นำเงินมาให้กูเนื้อ นะทองมาให้กูเนื้อ โอม จะหอมติ นะเมติ โอมมะกำโปม โลมมะกำแพง พินใส่แขนใส่แลนมะขา พินใส่ขาใส่แลนมาหา โอมจะหอมติด ยุ มุ ตุ อะ

 

 

 

ภาพและข้อมูล : จากพระเครื่องอภินิหาร
 

วันอาทิตย์, 23 ธันวาคม 2555 00:00

ปลัดนางครวญตัวครู

ปลัดนางครวญตัวครู
หลวงปู่ฤทธิ์ รตนโชโต

 


ปลัดนางครวญตัวครู 2.9 นิ้ว เนื้อสำริด
มีจาร 5,000. ไม่มีจาร 4,000.-



 


        ปลัดนางครวญสร้างขึ้นเมื่อปี 2514 พร้อมกันกับลูกกรอกเทวฤทธิ์ จัดสร้างโดยมูลนิธิหลวงปู่ทิม สาเหตุที่สร้างพร้อมกัน หลวงปู่ฤทธิ์ท่านว่า ลูกกรอกเทวฤทธิ์เป็นลูก ปลัดนางครวญถือว่าเป็นแม่เมื่อสร้างและปลุกเสกพร้อมกันจะได้นำเอาพลังแห่งความ รักลูกรักผัวมาผูกไว้ด้วยกัน ก็ยิ่งเพิ่มมหาเมตตา มหาเสน่ห์

          พุทธคุณ โดดเด่นด้านเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ ใครเห็นใครรัก ค้าขายดี

คาถาบูชา

ตั้งนะโม 3 จบแล้วท่อง
โอม สุนาตุเม เจละกะ วิลละกะ นะเมติ นะมะพะทะ

ภาพและข้อมูล : จากพระเครื่องอภินิหาร

วันอาทิตย์, 23 ธันวาคม 2555 00:00

ลูกกรอกเทวฤทธิ์

ลูกกรอกเทวฤทธิ์
หลวงปู่ฤทธิ์ รตนโชโต วัดชลประทานราชดำริ จ.บุรีรัมย์

ลูกกรอกเทวฤทธิ์ หลวงปู่ฤทธิ์ เนื้อเงิน บูชา 2,500.-



 

         ลูกกรอกเทวฤทธิ์ หลวงปู่ฤทธิ์ วัดชลประธานราชดำริ ให้คุณชินพร สุขสถิตสร้างเมื่อปี 2541 หลวงปู่ท่านเห็นว่าสมัยนั้น กุมารทองในรูปแบบของลูกกรอกเพราะรูปแบบกุมารทองทั่วไปมีคนสร้างกันมาก โดยท่านกล่าวว่าลูกกรอกเป็นเครื่องรางตาม ตำหรับดั้งเดิมของเขมรโบราณมีฤทธิ์ เป็นกายสิทธิ์ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่บันดาลให้แม่มีโชคมีลาภ แคล้วคลาดอันตรายตั้งแต่ยังอยู่ใน ท้อง หลวงปู่ท่านสร้างก้นกรอก หรือ ลูกกรอก พร้อมปลัดนางครวญ่ขึ้นมาพร้อมๆ กัน เพราะจะได้นำเอาพลังแห่งความรักลูกรักผัว มาผูกไว้ด้วยกัน

       โดยหลวงปู่จะสร้างขึ้นตามแบบของหลวงปู่ทิมที่นำผงทั้งแม่ทั้งลูกมารวมกันสร้าง เรียกชื่อแม่ว่า ปิดตานางพราย หรือเรียก ชื่อลูกว่า กุมารดูดรก ดูดรกคือกินหรือดูดตลอดเวลาที่อยู่ในท้องแม่เป็นเคล็ดว่ากินไม่รู้จบ และนำไปปลุกเสกในน้ำมันงาผสมผง พรายกุมาร และสีผึ้งของหลวงปู่ทิม

คาถาบูชา
ตั้งนะโม 3 จบ
โอมมหาภูโต สิมัง พระอะระหัง สุคะโต ภะคะวา นะเมติ นะอ้อแอ้ โมอ้อแอ

 

 

ภาพและข้อมูล : จากพระเครื่องอภินิหาร

 

Page 1 of 2

คุยเฟื่อง เรื่องพระ

โฆษณา ประชาสัมพันธ์

รวมเรื่องจาก นิตยสารอภินิหาร

สถิติ ผู้เยี่ยมชม เว็บไซท์

870865
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ล่าสุด
เดือนนี้
เดือนล่าสุด
รวม
1177
1231
9141
847489
31292
56107
870865
Your IP: 107.20.30.170
Server Time: 2014-04-18 08:02:13

กระทู้ล่าสุด ในบอร์ด